3 Nov 2007 @ Rothenburg

โปรแกรมวันนี้
07:00 ตื่นไปเดินเล่นชมเมือง
08:00 กลับมากินอาหารเช้าของโรงแรม เสร็จแล้วเดินเที่ยวจุดต่างๆในเมือง 
        ประมาณ
10 โมงกลับไป check-out ไปเที่ยวเมือง
Augsburg
9:00 น่าจะถึง Fussen เพื่อ check-in เข้าโรงแรมเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย 
        แล้วออกไปกินอาหารเย็น ชมเมืองตอนกลางคืนและหาข้อมูลสำหรับวันถัดไป
                เช้านี้ สภาพอากาศที่มองผ่านหน้าต่างห้องออกไปดูเหมือนเป็นละอองฝนปรอยๆ
อึมครึมและท่าทางจะหนาว ทุกคนตื่น อาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็วก่อนเจ็ดโมง
ยกเว้น
Jimmy  ที่เพิ่งตื่นอาบน้ำ และต้องอาบเพราะเมื่อคืนไม่ได้อาบ :P 
Chad ก็เลยบอกว่าไปเดินเล่นกันก่อน เดี๋ยวเจอกันตอนอาหารเช้าเลย….   บนถนนหน้าโรงแรม ร้านรวงต่างๆก็ยังไม่เปิด ยังสงบเงียบ นานๆ จะมีคนขี่
จักรยาน หรือ รถยนต์ผ่านมา  เลยทำให้ยืนถ่ายรูปได้อย่างสะดวก ที่ต้องระวัง
อย่างเดียวคืออากาศค่อนข้างชื้น มีละอองเหมือนน้ำโปรยปราย ซึ่งคาดว่าคงเกิดจาก
ความเย็นทำให้เป็นหมอก และเริ่มจะควบแน่นกลับมาเป็นน้ำ ทำให้ดูเหมือน
ละอองฝน ก็เลยต้องคอยระวังตัวกล้องถ่ายรูป 
อุณหภูมิตอนนี้ น่าจะประมาณ ไม่เกิน 5 C น่าจะพอๆกับการอยู่บนดอยสูงๆ
ทางเหนือของไทย
 ทางเดินไป Markplatz เริ่มมีร้านเปิดบ้างแล้ว เป็น Grocery
ที่ขายขนมและ แฮมน่ากินทีเดียว  ช่วงนี้ได้ถ่ายรูปกันนิดหน่อยแล้วก็เลยเดิน
กลับไปโรงแรมกินอาหารเช้า เพราะยังไงเดี๋ยวก็ต้องเดินกลับมาเที่ยวทางนี้อยู่ดี ห้องอาหารของโรงแรมเป็นห้องเล็กๆ มีประมาณ ห้าหกโต๊ะ ปูผ้า พร้อมกับวาง
อุปกรณ์ต่างๆ และเบอร์ห้องไว้ให้เสร็จสรรพ ตอนนี้ยังไม่มีห้องไหนตื่นมากิน
กันเลย แต่เจ้าของโรงแรม ซึ่งเป็นผู้ชายที่เราไม่ได้เจอเมื่อคืน เป็นคนมาคอย
บริการบอกว่าพร้อมแล้ว สามารถทานได้เลย    อาหารเช้าที่จัดไว้เป็นบุฟเฟต์
เล็กๆ มี เนื้อ แฮม ซาลามี่ แผ่นบางๆ ประมาณ
4 แบบ ไข่ต้ม ชีสแผ่น และ
ชีสก้อน ขนมปังทั้งที่เป็น โฮลวีตแผ่น ครัวซองต์ และเป็นก้อนที่มีทั้งแป้งขาว
แป้งธัญพืช และขนมปังแผ่นแข็งๆ สีดำๆอีก สองชนิด มีเนย แยม นม ผลไม้
น้ำผลไม้ และ ซีเรียล ทั้งหมดนี้จัดวางบนโต๊ะเล็กๆ ทางด้านหนึ่งของห้องอาหาร
ครั้งแรกที่เห็นดูไม่ค่อยอยากทานอะไรเท่าไหรนัก เพราะดูมันเย็นๆ ชืดๆ
ขนมปังก็ดูแข็งๆ ไม่มีเตาปิ้งให้ และอาจจะเพราะยังไม่คุ้นกับอาหารเช้าที่นี่ 
แต่พอเริ่มทานก็แทบจัดการของเขาหมดโต๊ะ
(ทั้งๆ ที่ยังมีแขกห้องอื่นๆด้วย)
เพราะชีสก็หอม แฮมก็อร่อย และขนมปังแม้ภายนอกจะดูแข็งแต่ข้างในนิ่ม
และอร่อย อ้อ แยมก็หอมดีครับ  พอรู้ว่าทานได้ ก็ต้องกินเยอะครับ ไม่ได้อยาก
กินเยอะเลยนะจริงๆ อิอิ แต่ต้องกินเพื่อให้อิ่มที่สุด เป็นการลดค่าใช้จ่ายมื้อเที่ยง
ไปในตัว  และเราก็ไม่รู้ว่าตอนเที่ยงจะทานตอนกี่โมง
t-03-0104.jpg
ทานกันเสร็จ เดินมาดูตู้ขนม เพราะเล็งเจ้า Snow Ball (Schneeball)
มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เพราะท่าทางคงเป็นของขึ้นชื่อที่นี่ ไม่ว่าร้านไหนๆ
ที่ขายขนมก็จะมีขาย หน้าตาเหมือนในรูป 
เลยได้มาลองชิมหนึ่งรูป แต่ตอนนี้เก็บไว้ก่อนเพราะว่า ยังอิ่มอยู่

พวกเราเริ่มออกเดินเที่ยวโดยเดินไปทาง Markplatz ที่ไปมาเมื่อคืน แต่เราจะไป
เที่ยวรอบๆ เพิ่มเติม โดยมี
Jimmy ทำตัวเป็น Local guide คู่กับ Chad ที่ทำตัว
เป็นพิธีกรรายการนำเที่ยวผ่านการถ่าย
VDO ที่เราเอาไปด้วย  ระหว่างที่เดินไป
ก็มีการถ่ายรูป บ้านเรือนสองข้างทางที่มีสีสัน การตกแต่งแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน
ซึ่งนี้คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านเรือนในต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ที่บ้านแต่
ละหลังจะไม่ได้มีหนาตาเหมือนกัน สีเหมือนกัน เหมือนบ้านเรา  แต่ละบ้านจะ
ใช้สีต่างๆกัน แต่ไม่ได้เป็นสีที่แปลกแยกไม่เข้ากับกลุ่มบ้านบริเวณนั้น ตามหน้า
ต่างก็จะมีรางปลูกดอกไม้เล็กๆ ซึ่งก็มักจะเป็นไม้ดอกที่มีสีสวยงาม   ป้ายร้านค้า
แต่ละร้านก็จะออกแบบสวยงาม มีเครื่องหมายการค้าของตัวเอง มีการใช้เหล็ก
ที่ดัดเป็นป้ายยื่นออกมาเพียงเล็กน้อยไม่เกะกะและสร้างทัศนียภาพที่ไม่น่าดู 
ช่วงนี้แม้ว่าร้านรวงต่างๆ ยังไม่เปิดแต่การมองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไปดูการ
ตกแต่งก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้มากพอดูแล้วครับ….

rothenburg.jpg

ถนนที่เราเดินคือ Galgengasse จากรูปโรงแรมคือสี่เหลี่ยมสีส้ม เดินตามลูกศร
สีน้ำเงินสถานที่ที่เดินผ่านคือ
White tower สร้างขึ้นในปี 1172  เมื่อผ่านทะลุเข้า
ไปก็จะพบร้านค้า โรงแรมที่มีป้ายสวยๆ จนอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปตรงนี้กันอีก
พวกเรายังไม่เดินเลี้ยวไปทาง Rathuas แต่จะเดินวนซ้ายเลียบด้านในของกำแพงเมือง 
แต่เดินจะถึงกำแพงเราผ่าน
St. Jakob’s Church
ซึ่งเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สร้างจน
กว่าจะเสร็จสมบูรณ์นั้นใช้เวลาถึง 170 ปี   แต่เนื่องจากตอนที่เราผ่านยังเช้า โบสถ์
ยังไม่เปิด และด้านนอกของโบสถ์ก็ดูเหมือนจะกำลังซ่อมแซม อย่างไรก็ตามรอบๆ
โบสถ์ก็มีของสวยๆ ให้เราถ่ายรูปคือ เป็นตุ๊กตาขนาดเท่าตัวคนที่ทำจากการนำเหล็ก
มาดัด และเชื่อมต่อกัน
เมื่อเดินเลยโบสถ์ไปเราจะเห็นกำแพงเมืองอยู่ข้างหน้าอีก
ประมาณ สักร้อยกว่าเมตร  เป็นส่วนที่เป็นทิศเหนือของเมือง เรียกว่า
Klingen Gate
ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14   ตรงบริเวณนี้จะเป็นประตู ซึ่งรถวิ่งลอดไปมาได้โดยสลับ
กันไปมาทีละคันเนื่องจากมีช่องทางแคบ ข้างๆกำแพงก็จะมีคลองเล็กๆ ลอดใต้
สะพานไม้    (และแน่นอนเวลาไปเมืองนอกที่ไหนมีน้ำก็มักจะมีเป็ดหรือไม่ก็หงส์
ลอยกันเป็นคู่ๆ ) หลังจากถ่ายรูป และ
VDO กันพอสมควร พร้อมกับฟัง
ไกด์กิตติมาศักดิ์บรรยาย  พวกเราก็เดินลอดประตูกลับเข้ามาฝั่งในกำแพงเมือง
แล้วก็เดินเลียบไปด้านซ้าย ไปทาง
Burg gate ตรงหน้า Burg gate ก็จะพบ
Figuren-Theater หรือ Puppet theater อยู่ติดกับGate เลย ซึ่งหากมีเวลาเราก็
คงได้เข้าไปชม แต่เนื่องจากเราไม่สามารถคอยได้ ก็เลยถ่ายรูปอย่างเดียว แล้ว
ก็เดินทะลุ
gate เข้าไปยังส่วนที่เรียกว่า Burg garden ซึ่งเป็นสวนสวยอยู่บนเนิน
ที่มองไปจะเห็นวิวนอกเมือง และอีกด้านจะมองไปเห็นบางส่วนของเมือง  ต้นไม้
ยังมีใบหลงเหลืออยู่และมีหลากสีสัน ทั้งเขียว เหลืองแดง   ตรงนี้ก็ทำให้เราเปลือง
หน่วยความจำของกล้องไปพอสมควรเลยทีเดียว  สวนนี้จริงๆแล้วในหนังสือท่อง
เที่ยวแนะนำว่าหากพอมีเวลาควรจะมาในช่วงเย็นเพื่อดูพระอาทิตย์ตก….

เราเดินออกจากสวนย้อนกลับเข้าในเขตกำแพงอีกครั้งและเดินเรียบไปทางซ้าย
ผ่าน
Criminal museum แล้วก็ตรงไปยังถนน Schmiedgasse ซึ่งเป็นถนนที่เป็น
ทางลาดขึ้นกลับไปที่
Markplatz และหากมองไปอีกด้าน ซึ่งก็คือด้านที่ลาดลงไป
ก็จะเห็นร้านรวงต่างๆ และ
Siebers tower และ บริเวณ Plonlein triangular place
ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปอีกจุดหนึ่งของเมือง ที่เรามักจะเห็นรูปนี้ตามโบชัวร์ของเมือง
หรือในเนต  
เราถ่ายรูปกันเสร็จก็เดินย้อนกลับไปที่ Markplatz เพื่อจะหา
Christmas museum ที่เรายังไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน ระหว่างทางเดินเราพบรถม้า
ที่มีบริการให้นักท่องเที่ยวนั่งชมเมือง (เสียเงิน) วิ่งสวนมา  ม้าที่นี้ตัวใหญ่มาก
ขาแต่ละข้างสูงและค่อนข้างใหญ่ สงสัยจะเหมาะกับอากาศหนาว
ระหว่างที่เดิน
อยู่นั่น เราเห็นคนมุงดู
VDO หน้าร้านขนมก็เลยเข้าไปดูด้วยปรากฏว่าเป็นเรื่อง
ของขนมที่มีชื่อว่า
Snowball  เป็นเรื่องการทำ โดยร้านที่ฉาย VDO นี้ก็อ้างว่าเป็น
Original  เหมือนๆเวลาเราผ่านเมืองเพชร ที่สารพัดแม่ทั้งหลายอ้างว่าตัวเองเป็น
ต้นตำรับขนมหม้อแกงนั่นแหล่ะ  ดู
vdo กันพักหนึ่ง Jimmy ซึ่งกำลังหาของฝาก
เพื่อนๆอยู่ ก็เลยเดินเข้าไปซื้อเจ้าขนมนี้มา 2 กล่อง โดยในกล่องจะมีลูกขนาดเล็ก
ลงนิดหนึ่ง ดูๆก็เหมาะกับคนไทยดีเพราะลูกที่วางในถาดที่ขายให้กินกันเลยนั่นมี
ขนาดใหญ่พอสมควรประมาณ ลูกเทนนิสเลย แต่ในกล่องจะมีขนาดประมาณ
ใหญ่กว่าลูกปิงปองเล็กน้อย..

ในที่สุดเราก็เดินกลับมาถึงตรงลาน ที่มี ศาลาว่าการเมือง หอนาฬิกา  ที่เรามากิน
ข้าวเย็นเมื่อคืนนี้   แต่ตอนกลางวันปรากฏว่าเป็นตลาดนัดย่อมๆ คือมีร้านที่เป็น
รถยนต์มาจอดแล้วเปิดด้านข้างเป็นซุ้มขายของสัก 6-7 คัน มีขาย
cheese ขนมปัง
ผัก ผลไม้ และอื่นๆ   เรายังไม่เดินไปดู แต่เราเลี้ยวซ้ายไปเพราะว่าเห็นแล้วว่ามีคน
ยืนกันอยู่เยอะน่าจะเป็นที่เที่ยว ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ
X’mas museum ที่เราหาอยู่นั่นเอง
จะมีลักษณะเป็นอาคารสูงสัก 4 ชั้นไม่ใหญ่มาก ด้านหน้ามีตุ๊กตาซานตาครอสให้ถ่าย
รูปและรถยนต์ที่ตกแต่งเป็นรถของขวัญสีสันสดใส  ค่าเข้าชมนั้นราคาอยู่ที่คนละ
4
euro  ข้างในจะเป็นทางเดินวนในตึกมีประวัติของเทศกาล และของประดับตกแต่ง
ในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่โบราณจนปัจจุบัน  ใครที่ชอบเทศกาลนี้หรือนับถือคริสต์น่า
จะชอบ แต่เราดูแล้วเฉยๆ ก็น่ารักดี แต่ไม่ได้อินมาก..
เราเดินกลับออกมาดูตลาดนัด
กันนิดหน่อย แล้วก็หยิบเจ้า
snowball ที่ซื้อมาจากโรงแรมที่เราพัก มาทำท่ากัดกิน
แล้วถ่ายรูปประกอบเพื่อบอกว่า ฉันมาถึง
rothenburg แล้วก็มากินเจ้า snowball
แล้วนะ แม้ว่าเราจะเป็นทัวร์จิ้มจุ่ม เก็บ RC กันไปสักหน่อยเพราะเวลาจำกัด แต่ทุก
คนก็แฮปปี้ดี …เราจบโปรแกรมของ
Rothenburg ด้วยการเดินกลับไปโรงแรมเพื่อ
check out และเดินทางไปเมืองอื่นต่อไป…..  

2 Nov 2007 เวลา 15 นาฬิกา กว่าๆ

รถวิ่งเข้าเขตเมือง Wurzburg  โดย GPS พาเราวิ่งเข้าถนนเล็กๆ วิ่งผ่านหมู่บ้านน่ารักๆ ไปร่วมๆ 10 กิโลเมตร  
เป็นถนนแคบๆ รถวิ่งสวนกัน แค่ข้างละเลน ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้าที่
ยังคงความเขียวอยู่ หรือ บ้านของชาวบ้านที่หลังเล็กๆ น่ารัก  สีสันสดใส ทุกคนในรถเลยเริ่มมีความตื่นเต้นกัน
ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตรงข้ามกับผมที่กำลังขับรถด้วยความเครียดจากการที่ถนนมันแคบลงกว่าเดิม  แล้วในที่สุดเรา
ก็มาถึงเมือง Wurzburg โดยเราตั้งระบบนำทางให้พาเราไปที่ศูนย์กลางของเมือง (Center/Zentrum)
ซึ่งก็คือย่านกลางเมืองที่มีร้านค้า supermarket เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีตลาดนัดเล็กๆ   

ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มไม่มีแสงอาทิตย์แล้วเปรียบเทียบคล้ายๆ ตอนสัก 6 โมงเย็นหน้าหนาวในบ้านเรา แต่ยังพอมี
แสงอยู่   เราหาที่จอดรถได้ในบริเวณที่ระบบ GPS พาเรามาถึงเลย หลังจากตรวจสอบแล้ว พวกเราเลยตัดสินใจจอด
โดยให้ สองคนวิ่งไปหยอดเงินซื้อ Ticket สำหรับจอดรถ โดยเลือกจ่ายสำหรับ 1 ชั่วโมง  ตามหน้าตั๋วเราจะต้องมา
นำรถออกไม่เกิน ประมาณ 17:16  

หลังจากจอดรถได้ เราก็รีบวิ่งไปหาห้องน้ำเพราะปวดเบากันอย่างมาก พร้อมๆ กับการตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรสำหรับคืนนี้
เพราะเรายังไม่ได้เที่ยว Wurzburg เลย ในขณะทีท้องฟ้าก็มืดแล้ว และตามแพลนเราต้องขับรถต่อไปนอนที่
Rothenburg อีกประมาณ 40 นาที      จะนอนที่นี้โดยการลองหาที่พัก หรือจะไปนอนที่ Rothenburg ตามแผนเดิม
แล้วก็ไม่ต้องเที่ยวที่นี่…..

ตามแผนดั้งเดิมเลยเรากะไว้ว่าจะออกจากแฟรงเฟิร์ต แล้วมานอนที่เมืองนี้ แต่ได้ทำการเปลี่ยนแผน พร้อมกับยกเลิกห้อง
พักไป เพราะถ้าเรานอนที่นี้ พรุ่งนี้เราจะต้องขับรถยาวมาก  ผมเองก็จำไม่ได้ว่าโรงแรมที่เคยจองไว้ชื่ออะไร เพราะพอ
ยกเลิกแล้วก็เลยไม่ได้นำเอกสารมาด้วย  สิ่งที่ทำให้เราลังเลคือ ที่ wurzburg นี้มีที่เที่ยวมากมาย หากไม่ได้เที่ยวก็น่าเสียดาย…… 

ลังเลกันอยู่นาน ในที่สุดเราตัดสินใจว่า เอาเถอะ ถ้าเราเปลี่ยนแผนก็จะทำให้แผนวันต่อไปรวนหมด เนื่องจากไม่คิดว่าพระอาทิตย์จะตกเร็วขนาดนี้  เอาเป็นว่าดูจากแผนที่แล้ว เดินดูสักสองสามที่แล้วกัน ปัญหาต่อมาคือ เราต้องโทรแจ้งโรงแรมที่ Rothenburg เพราะตามเงื่อนไขการจอง หากไปหลัง 18.00 ทางโรงแรมจะไม่การันตีเรื่องห้องให้ เพราะเราจองกันผ่าน
www.hotel.de (เป็น Hotel reservation website ที่ Recommend เป็นอย่างยิ่งครับ ถ้าใครจะไป เยอรมัน เพราะ rate ดี ไม่มีค่าจอง ไม่หักบัตรเครดิต แต่ให้ไปจ่ายเองที่โรงแรม) 
ขณะนั้นพอมีเวลาเหลือ เพราะยังไม่ ห้าโมงเย็น เราก็เลยเดินเที่ยวกันเล็กน้อย   เราเดินผ่านร้านอาหารที่เป็น Seafood (ร้าน NordSee ตอนนั้นยังไม่รู้ชื่อร้านอะไร) ด้วยความหิว เห็นปลาทอด กุ้ง ปลาหมึก มันฝรั่งทอด ควันกรุ่นๆ หอมน่าทาน
ก็เลยซื้อมา แบบรวมมิตร ( 2 ยูโรกว่า)  ได้มาเป็นของทอดรวมๆ ใส่มาในกรวยกระดาษ ปริมาณก็พอทานอิ่มสำหรับหนึ่งคน
แต่เราทานลองท้องก็เลยแบ่งกันสี่คน ทานร้อนๆ ตอนอากาศเย็นๆ อร่อยมากเลยครับ  สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งคือ Tartar sauce (ครีมซอสที่เหมาะกับกินพวกปลา) ให้มาในถ้วยสี่เหลี่ยมเล็กทำด้วยแป้งเหมือนกรวยใส่ไอติม สามารถทานได้ และไม่เป็นขยะ   เราจัดการกับของกินเสร็จ พร้อมกับโทรศัพท์ไปแจ้งทางโรงแรมเรียบร้อยว่า เราคาดว่าจะไปถึงที่ Rothenburg ประมาณ 1 ทุ่ม (ตามสมมติฐาน ว่าเราจะไม่หลงอีก)    แล้วก็ทยอยเดินกลับ แบ่งหน้าที่กัน ผม & ตั้ม กลับไปเฝ้ารถเผื่อ ตำรวจมา Jimmy & Chad แวะซุปเปอร์ ซื้อน้ำและขนม 

กลับมาถึงรถสิ่งที่ผมเจอคือ ใบสั่งมาเรียบร้อย งงเหมือนกันครับ เพราะตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาที่กำหนดไว้บน Ticket เลย   พอ Jimmy กะ Chad มาถึง เราเลยสรุปว่า ไม่เป็นไรเรามีหลักฐานยืนยันว่าเราจ่ายเงิน และ เวลาที่ตำรวจมาออกใบสั่งเรามี Parking ticket วางไว้ที่กระจกรถแล้ว อาจจะเป็นเพราะตำรวจเซ่อซ่าไม่ยอมดูให้ดีเอง   เราออกเดินทาง โดยจะผ่านไปดูและถ่ายรูปที่หน้า Residence ก่อน  GPS ก็พาเราเวียนไปจนผ่านจริงๆครับ แต่ไม่มีที่จอดรถฟรี และที่สำคัญก็มืดมากแล้ว หกโมงแต่แสงราวๆ 3 ทุ่มได้ เราจึงหาข้างทางจอดรถ เพื่อตั้งระบบ GPS ต่อ คราวนี้เราตั้ง GPS ไปที่เมืองปลายทาง ซึ่งระบบดีมากอีกแล้ว เพราะแม้โรงแรมเราจะไม่อยู่ในระบบ แต่เราเลือกตั้งตามชื่อถนนและเลขที่บ้านได้  ระบบบอกเราว่าเราจะไปถึงที่นั่นในอีกประมาณ 40 นาที  ลาก่อน Wurzburg สักวันจะต้องกลับมาเยือนและเที่ยวเมืองนี้ให้ทั่วสักครั้ง…..

ผมขับรถไป Rothenburg โดยทุกอย่างยังเกิดขึ้นเหมือนเดิม คือระวังด้านที่ผมขับเป็นอย่างดี แต่ลืมด้านขวา จนเมื่อ Jimmy เปรยเป็นระยะ เลยค่อยรู้ตัวหน่อย  บางครั้งก็พาไปเฉียดรถข้างๆ บางครั้งก็พาไปเฉียดเสาไม้เล็กๆ ที่ทาสีสะท้อนแสง ปักไว้ริมถนน … 

พวกเราทั้งสี่ มาถึง Rothenburg ตอนประมาณ 1 ทุ่มครับ เขามาถึงเมืองก็เกิดอาการงง GPS กันเล็กน้อย เพราะ ถนนเข้าโรงแรมมันมีซุ้มประตูเหมือน ประสาท เลยไม่เลี้ยวเข้าไปตามที่เครื่องมันสั่ง บวกกับถนนก่อนถึงมีสองเส้นใกล้ๆ กันเลยเลี้ยวผิดไป สองสามรอบ แต่ในที่สุดก็มาถึง Hotel Frei ได้สมใจ เป็นโรงแรมเล็กๆ เหมือนบ้านคนที่เอามาทำเป็นโรงแรม ด้านหน้าเป็นร้านเบเกอรรี่ ขนมน่าทานมากครับ บวกกับอาการหิวทำให้ดูน่ากินมากขึ้นอีกทวีคูณ 

เราเช็คอินกับคุณป้าที่อยู่ในชุดคนขายเบเกอรี่ท่าทางใจดี ซึ่งไม่ใช่เจ้าของโรงแรม  โดยใช้เวลาไม่นานนัก โดยไม่มีการเก็บเงินก่อนแต่อย่างใด พร้อมกับการสอบถามเรื่องที่จอดรถด้วย ทางโรงแรมมีที่จอดรถให้อยู่ในซอยข้างโรงแรม แต่จะจอดริมถนนหน้าโรงแรมก็ได้ แต่ แปดโมงเช้าต้องลงมาเลื่อนรถเพราะเข้าสู่เวลาห้ามจอด เราฟังคุณป้าที่อยู่ในชุดคนขายเบเกอรี่อธิบายแล้วเข้าใจว่าคงเดินไกล และตอนนั้นมืดแล้ว บวกกับการหิว และพรุ่งนี้เราก็คาดว่าจะตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจค่อยมาเลื่อนตอนเช้าแล้วกัน คุณป้าเลยให้ป้ายที่มีลักษณะเหมือนเข็มนาฬิกาสามารถเลื่อนได้ และมีสัญลักษณ์เหมือนป้ายให้จอดรถได้ โดยเราเข้าใจว่าเป็นบัตรอนุญาตจอดรถ เพราะเห็นรถคันอื่นๆ ก็วางไว้หน้ากระจกเหมือนกัน  และเราก็เอามันไปวางหน้าคอนโซลรถเหมือนคนอื่นโดยที่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นบัตรจอดรถ แถมเราหมุนเข็มนาฬิกาไปที่ แปดโมงเช้า เหมือนกับจะบอกตำรวจและคนอื่นๆ ว่า “นี่ไงฉันก็มีบัตรจอดรถนะ จอดได้ถึงแปดโมงเช้าแน่ะ”          pkschb.jpg

พวกเราจัดแจง ยกกระเป๋าเข้าห้องพักก่อนที่จะออกไปหาอะไรกินต่อ บันไดทางขึ้นจะอยู่ด้านข้างของร้านโดยเดินเข้าซอยข้างร้านและเปิดประตูด้วยกุญแจห้อง ห้องที่ได้อยู่ชั้นสอง ห้องขนาดกำลังดีครับ ไม่แคบ วางกระเป๋าใหญ่ๆ ได้สบายหลายใบ เป็นห้องที่มี TV 14 นิ้ว ตู้แขวนเสื้อ โซฟา เก้าอี้นั่งอีก 2 ตัว และ Heater ห้องน้ำก็สบายครับ กว้างดีมี Heater ด้วย  หลังจากเราวางกระเป๋าล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย พร้อมกับผมรื้อเอา Jacket ออกมาเพราะเดี๋ยวต้องเดินไปทานอาหารเย็นซึ่งยังไม่รู้ว่าที่ไหน เลยต้องเอาออกมาสู้กับอากาศหนาวก่อน   เราสอบถามจากป้าคนเดิมว่าไปทานที่ไหนดี ป้าเลยบอกให้เราออกจากโรงแรมแล้วเลี้ยวไปทางขวา เดินไปสัก 5-10 นาทีจะถึงบริเวณที่เรียกว่า Markplatz (Market place) จะเป็นย่านที่มีร้านอาหาร และร้านขายของเราเดินสำรวจพร้อมกับเดินดูร้านค้าที่ยังพอเปิดอยู่บ้าง เท่าที่ดูบริเวณนี้ตอนกลางวันน่าจะเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวเดินแน่ๆ เพราะขนาดนี้ประมาณเกือบ 2 ทุ่มแล้วยังมีร้านขายของที่ระลึกเปิดอยู่  และมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่บ้าง ทั้งเอเซีย และฝรั่ง  ขณะเดินเราเจอกลุ่มทัวร์ที่เรียกว่า….. ซึ่งเป็นทัวร์ที่มีไกด์แต่งตัวเป็นเหมือนคนโบราณ พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอยู่แถวนั้น ตอนแรก เราเข้าใจว่าเป็นการโชว์ดื่มไวน์ 3.2 ลิตรในการดื่มเพียงครั้งเดียวซึ่งเป็นประเพณีโบราณของที่นี้   ก็เลยไปยืนดูอยู่ด้วย แต่ก็ไม่เห็นจะดื่มสักทีก็เลยเลิกหาข้าวเย็นกินดีกว่า ….

เราเจอร้านอาหารอยู่ 4-5 ร้าน ดูราคาก็ใกล้เคียงกัน ถูกแพงต่างกันต่อจานไม่เกิน 1-2 ยูโร แต่ก็พบร้านหนึ่งที่มีคนนั่งอยู่เยอะสุด ซึ่งเป็นร้านที่อยู่ตรงข้ามกับ Rathuas ตรงบริเวณลาน Markplatz เลย  ชื่อร้าน RatsStube Restaurant Cafe…….    เข้าไปในร้านก็อบอุ่นดีครับ มีคนท้องถิ่น (คิดว่านะ เพราะเป็นฝรั่ง อิอิ) นั่งกันเยอะเลย มีทั้งมาคู่ และมาเป็นครอบครัว โดยมีกลุ่มเราเป็นเอเชียเพียงโต๊ะเดียว  ในร้านมีตู้ที่โชว์เค้กอยู่ด้วย แต่พวกเราขอหาอาหารคาวกินก่อนเพราะหิ้วหิว…  ทางร้านเอาเมนูที่มีภาษาอังกฤษอธิบายใต้ชื่ออาหารมาให้ แต่เราก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าสิ่งที่เราเล็งไว้ คือ ขาหมูคือ รายการไหน สุดท้ายก็เลยเรียกพนักงานมาถาม  ในที่สุดเราได้รายการอาหารคือ ขาหมู 1 จาน ไส้กรอก 1 จาน และ สลัดผัก  พร้อมกับการสั่งเบียร์อีก สามเหยือก  เพราะผมไม่เอา กลัวพรุ่งนี้ปวดหัวครับ  เพราะครั้งล่าสุดที่กินเบียร์ที่เมืองไทยกินแก้วเดียวเอง ตื่นมาปวดหัวเป็นครึ่งวันเลย เลยได้ โค้ก ที่ราคาแพงกว่าเบียร์ แก้วก็เล็กกว่าด้วย เหมือนที่คนทั่วไปบอกเลยครับ ที่นี่ เยอรมัน เบียร์ถูกกว่าน้ำ..   พนักงานเอาขนมปังหนึ่งตะกร้ามาวางไว้ให้  ด้วยความหิวเราก็เลยฉีกขนมปังรองท้องพร้อมกับการคุยกันเรื่อง ขนมปังกับการกินที่ถูกวิธี  อาหารมาเสริฟในเวลาไม่นานครับ อร่อยมาก หรือไม่ก็พวกเราหิว เพราะทุกอย่างหายเรียบภายในเวลาอันรวดเร็ว  ขาหมูที่นี้ เสริฟมาพร้อมกับมันบดอบ (potato dumpling) ก้อนกลมๆขนาดลูกเทนนิสที่บดแล้วนึ่ง 2 ก้อน  ผิวนอกจะเหมือนกับเป็นแป้งเหนียวๆ เพราะการนึ่ง แต่อร่อยครับ  ส่วนไส้กรอกมาพร้อม French Fried ร้อนๆ    เราสั่ง Cake 1 ชิ้น และ Apple Scrumble 1 ชิ้นมากินโดยการไปชี้ที่ตู้เค้ก ขนมไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ แต่อาหารคาวอร่อยครับ  (ใครมีโอกาสไปที่เมืองนี้แล้วไม่รู้จะกินอะไรก็ขอแนะนำครับ) 

หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็เดินกลับโรงแรมครับ เพราะไม่รู้จะไปไหน มันมืด และร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว   เรากลับถึงโรงแรมประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ เอง แต่ก็ต้องเข้านอน เลย ตกลงกันไว้ว่าพรุ่งนี้ ผมกับChad จะตื่นมาเลื่อนรถ แล้วออกเดินไปเที่ยวเมืองก่อน ตอน 7 โมงเช้า (เพราะคืนนี้นอนเร็ว) แล้วกลับมากินข้าวตอน 8 โมง แล้วเที่ยวเมืองนี้โดยการเดินเที่ยว ต่อจนสัก 10 โมง ค่อยเดินทางไปที่อื่นต่อ……

เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ต่างจังหวัดครับ … มเป็นคนสุราษฎร์ เกิด โต เรียน มาที่นั่นตลอด แต่ตอนนี้มาทำงานในกรุงเทพ. ก็กลับบ้าน ปีละ สอง สาม ครั้ง แล้วแต่เทศกาล ..  กลับไปบ้านคราวนี้ เพิ่งสังเกตเห็น เออ แฮะ บ้านเรานี้แม้จะเป็นตึกแถว แต่ก็ชอบปลูกต้นไม้นะ. บ้านผมนะอยู่ช่วงต้นๆของถนน.. แต่ตรงช่วงหน้าบ้านผม ถนนมันโค้งหักมุม ซึ่งจริงๆแล้วจะดูเหมือนซอยที่ออกได้สองด้านมากกว่า. ทำให้ช่วงถนนหน้าบ้านจะแคบๆ..การปลูกต้นไม้ก็ต้องปลูกมุมหน้าบ้านที่เป็นจุดเลี้ยวของซอยพอดี และปลูกที่ประตูเข้าบ้านที่เป็นขอบปูน(ฟุตบาททำเอง) สูงกว่าถนนสักฟุตหนึ่ง… ตรงหน้าบ้านก็มีสัก 7-8 กระถางเป็นไม้เล็กๆ เช่นมะลิ.. และตรงมุมตึกก็อีกสักสิบกระถางเห็นจะได้ ตรงนี้จะปลูกได้ต้นใหญ่เพราะมีเสาไฟฟ้าพอดี และเป็นจุดเลี้ยวของซอยพอดี..ก็จะมีพวกชบา อะไรประมาณนี้…เมื่อก่อนบ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ครับ เป็นบ้านไม้สามหลัง  (เมื่อก่อนเช่า และซื้อต่อมาในภายหลัง) บ้านผมอยู่หลังตรงกลาง บ้านหลังริมติดมุมถนนและเสาไฟฟ้าเป็นของอาแปะที่ขายเป็ดย่าง …แม่เป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้มาก..ปลูกทั้งไม้กระถาง และไม้ที่ใช้แขวนเช่น กุหลาบหิน คุณนายตื่นสาย รวงข้าว สาวเชียงใหม่…เกล็ดปลา.. ส่วนไม้กระถาง ยุคเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา ..ยุคนั้นชอบ ว่านครับ เศรษฐีเรือนนอก เรือนใน บอนสีต่างๆ วาสนา …. (มีการดูหวยจากลายของใบด้วย แล้วถูกอีกต่างหาก) ต้นไม้ที่แม่ปลูกจะงามมาก แม่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยอะไรหรอก ก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่มีอยู่นี่แหล่ะ เช่นน้ำจากการซาวข้าว เศษใบชาจีนที่ชงไหว้เจ้า และอื่นๆ แต่อาจจะเป็นอย่างที่หลายคนบอกว่า เป็นคนมือเย็น ทำให้ต้นไม้งาม งามเอา งามเอา จนโดนขโมยไปหลายครั้ง..วิธีการแก้ปัญหาของแม่ (แต่ทำให้ลูกๆ บ่นในสมัยนั้น) คือ บ้านผมมีรถปิคอัพที่ใช้ส่งของหนึ่งคัน ทุกวันจะต้องถอยรถเก็บในบ้านเพราะกลัวขโมย.. พวกเรา (ผมและพี่ๆ) ก็จะต้องยกต้นไม้ที่แม่เลือก (เกือบหมด) โดยเฉพาะที่มีราคา และใบสวยๆ ขึ้นรถก่อนทุกวัน จนกลายเป็นงานประจำไป .. แล้วจึงถอยรถเข้าบ้าน ส่วนต้นที่ปลูกยังไงก็ไม่ออกดอกสักที จนต้นใหญ่มากแล้วก็ไม่ต้อง แม้แต่ไม้แขวนบางต้นก็จะถูกเลือกให้เก็บเข้าบ้านทุกวัน .. …ต้นที่ปลูกมาเป็นสิบๆ ปีก็ไม่ออกดอกสักที คือต้นวาสนา ที่แม่คอยบอกว่าเมื่อไหร่ออกดอกจะโชคดี.. มิน่าแม่ไม่ค่อยถูกหวยใหญ่ๆสักทีเลย. แม่เชื่อว่าต้นไม้มีชีวิต มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ซึ่งจริงๆ ก็ส่งผลดีกะพวกเรานะ ตัวอย่างเช่น ที่โกดังแม่จะปลูกว่านพระอาทิตย์ (ไม่รู้แม่เรียกถูกป่าว คือเป็นต้นว่านที่มีดอกเป็น ทรงกลมจากการที่เกสรยื่นออกมา ที่ปลายจะเป็นละอองเกสรสีเหลือง ดูห่างๆ จะคล้ายๆ ลูกบอลสีเหลือง)  เวลาออกดอก แม่จะบอกว่าดวงจะดี ต้องไปไหว้ แม่ก็จะซื้อขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ขนมชั้น … ไปไหว้ ซึ่งแน่นอนว่าไหว้เสร็จ ขนมก็เสร็จพวกเรา… 

12:00  นัดพบ รับรถ ที่สถานี Frankfurt Hauptbahnhof

 

              

                   ในที่สุดก็ขึ้นรถไฟมาได้สำเร็จ    รถที่วิ่งเข้าเมืองขบวนนี้คนไม่เยอะครับ

อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้ เองก็ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวด้วย  ดูจากแผนที่สถานีต่างๆ ที่อยู่

ในตู้รถไฟแล้ว บวกกับข้อมูลที่หามาก่อน เวลาที่ใช้บนรถน่าจะไม่เกิน 10 นาที  และที่

สำคัญสถานีที่จะลงเป็นสถานีสุดสายปลายทาง  จึงไม่ต้องกังวลเรื่องลงผิดสถานี    

                 ตอนนี้เวลาก็ประมาณ 11 โมงกว่าๆ  ผมและเพื่อนนัดกันที่ร้าน

แมคโดนัลด์ที่อยู่ในสถานีรถไฟ Frankfurt Hauptbahnhof (รู้ว่ามีร้านนี้ จาก

การดูแผนผังสถานีจากในเนต search ผ่าน google) เวลานัดคือเที่ยงตรงพอรถมาถึง

เดินออกจากขบวนรถไฟ ขึ้นมาหนึ่งชั้นก็เจอป้ายบอกทางไปร้านแมคแล้วครับ    ก็เดินตาม

ลูกศรไปซึ่งจริงๆ ตอนอยู่บนรถได้เจอพี่คนไทยที่มาอยู่เยอรมัน แกก็บอกมาคร่าวๆ แล้ว

ว่าให้เดินขึ้นไปชั้นบน ก็จะเห็นร้านแมคเลย  

               เพื่อนๆ ผมยังไม่มากันครับ เพราะเดินดูในร้านแล้ว ไม่เจอ เลยลากกระเป๋า

เดินชมสถานีรถไฟสักหน่อยสถานี Frankfurt Hauptbahnhof เป็นสถานีใหญ่

ประมาณสถานีรถไฟหัวลำโพง ขบวนรถจะมีจอดทั้งใต้ดิน บนดินแล้วแต่ว่าเป็นรถ

ประเภทใด  ผู้คนก็เดินกันเยอะแยะไปหมด และอาจจะเป็นเพราะอยู่ในตัวอาคารทำให้

อากาศก็เลยหนาวกำลังดี คือไม่หนาวมาก   ดูไปแล้วก็ตื่นตาตื่นใจดีครับ มีร้านค้าขาย

อาหาร  ขนม  กาแฟ  ของกินต่างๆเยอะแยะไปหมดเลย (หิวแล้ว J )   เวลานี้ถ้าเป็น

ที่เมืองไทยก็คงจะราวๆ สักหกโมงเย็นแล้ว   แถมด้วยมื้อเช้าบนเครื่องก็กินอะไรไม่ลงอีก

เป็นเพราะอาการเมาๆ มึนเครื่องยังไงไม่รู้เลยหลับอย่างเดียว ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน

มาเนี่ยไม่เคยเลยนะที่จะบอกพนักงานว่า ไม่ต้องเสิรฟอาหาร   เอาไงดีกระเป๋าก็เกะกะ

ซื้อของก็ไม่สะดวก แถมเดินก็ระวังกระเป๋าอีก แม้ว่าทุกคนที่เคยมาจะบอกว่าเยอรมัน

ปลอดภัยก็ตาม ของอย่างนี้ระวังไว้ก่อนดีกว่าครับ ขี้เกียจมายุ่งยากทีหลัง เลยตัดสิน

ใจเดินกลับไปดูร้านแมค ซึ่งห่างจากร้านที่เป็นคล้ายๆ Foodcourt อยู่พอสมควร

เพื่อนๆก็ยังไม่มากัน เพิ่งสังเกตเห็นว่า มีคนผิวดำ และฝรั่งผิวขาวเร่ร่อนเยอะเหมือน

กันแฮะ (ไม่ได้หมายความคนดำไม่ดีนา)  เดินไปเดินมา เลยเพิ่มความระวังกระเป๋า

เป้ที่แบกอยู่ ย้ายมาไว้ด้านหน้าแทน  เอาไงดี เดินกลับไปซื้อไส้กรอกกินดีกว่า 

สุดท้ายก็ลากกระเป๋าไปซื้อไส้กรอก คนขายพูดไรไม่รู้ แต่เขาก็ตอบได้นะว่าอันไหนเนื้อ

 อันไหนหมู เลยเลือกหมู ทั้งๆ ที่เนื้อน่ากินมาก  คนที่ซื้อก่อนผม ซื้อเป็นขนมปัง

แข็งๆ กลมหน้าตาคล้าย ขนมปังสำหรับเบอร์เกอร์ประกบไส้กรอกกิน ส่วนผมเห็น

ขนมปังแล้วมันดูแข็งๆ น่าจะกัดยาก เลยบอกเขาว่าให้หั่นไส้กรอก ส่วนขนมปังแยกมา

จริงๆ คือเข้าใจว่าขนมปังรวมในราคาเรียบร้อยแล้ว เลยเสียดายเงิน เอามาด้วย อิอิ…

            ได้ของกินเสร็จลากกระเป๋ากลับมายืนกินหน้าร้านแมค อะคนดำเมื่อกี้ก็ยัง

เดินไปมา ก็เลยตัดสินใจหันหลังพิงด้านกำแพง ยืนกินไส้กรอก กินได้สักสองสามคำ

อ้าว เพื่อนเรานั่งอยู่ในร้านนี่หว่า เลยเดินเข้าไปตาม ทุกนไม่ได้สั่งอะไรกิน แค่เข้าไป

นั่งเฉยๆ ก็เลยเดินออกมากัน ได้ความว่าตั้งแต่เช้าก็ยังไม่ได้กินอะไรกันเหมือนกัน

เลยแบ่งไส้กรอกให้ชิม ทุกคนเลยตัดสินใจ เดินไปซื้อร้านที่เราซื้อกิน สรุปเดินไปมา

 3 รอบแล้ว ตรู …แต่ก็ได้รู้ความจริงหลังจากเพื่อนๆ ไปซื้อกินว่า ขนมปังคิดเงินจ้า

 ประมาณ 0.30 euro เสร็จจากมื้อนี้ ก็เลยวางแผนกันว่า ไปที่ avis (อยู่ใน

สถานีเช่นกัน) ก่อนเพื่อรับรถ แล้วหากรถไม่ได้จอดอยู่ที่นี้ ค่อยไปเอากระเป๋าที่

ฝากใน Locker แบบหยอดเหรียญ(มีอยู่ตามสถานีรถไฟทั่วไปในยุโรป แต่หาก

กระเป๋าใบใหญ่มากจะเข้าตู้ไม่ได้ ต้องฝากกับเคาน์เตอร์รับฝากแทน )    ปรากฎ

ว่ารถที่เราเช่า จอดอยู่ที่ลานจอดรถที่ต้องข้ามถนนไปจริงๆ ด้วย แต่ไม่ไกลมากนัก

รถที่เราเช่าเป็น Audi A4(เช่า 7 วันพอดี เช่าที่นี้ แต่จะไปคืนที่สถานีรถไฟใน

เมืองมิวนิค ราคาทั้งหมด รวมประกัน  385 euro มี GPS ด้วย)                  

              หลังจากได้กุญแจ แผนที่ บัตรเสียบลาดจอดรถ มาเรียบร้อย เพื่อนๆ

ก็เดินไปรับกระเป๋า ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์ Avisนั่นเอง  ระหว่างเปิดตู้เพื่อ

เอากระเป๋า   จากการที่เราคุยกันเป็นภาษาไทย ก็เลยมีเสียงคุณป้า ถามมาว่า

           คนไทยเหรอ “  

               พวกเราก็หันกลับไปทักทาย  เลยได้ความว่า กลุ่มคุณป้ามากันหลาย

วันแล้ว  และโดนขโมยเป้ซึ่งมีพาสปอร์ตที่สถานีรถไฟนี้เอง วางเป้ไว้บนกระเป๋า

ใหญ่ แล้วเผลอแป๊ปเดียวหายไปเลยครับ  … …….เชื่อผมหรือยังว่าไปที่ไหนนะ

ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าครับ ……

        ข้อมูลเพิ่มเติม

www.avis.com

www.bahn.de

2 Nov 2007 05:30 Frankfurt Airport  และแล้ว ผมก็มาถึง Frankfurt หลังจากเตรียมการการท่องเที่ยวครั้งนี้มาตั้งหลายเดือน   ด้วยเครื่องบินของ Turkish airline ผมมาถึงที่ Frankfurt ประมาณ 10.30 น พอดี   แต่เครื่องไม่ได้จอดที่งวงครับ ต้องลงไปต่อรถบัสก่อนไปที่อาคารผู้โดยสาร ผมเดินออกจากเครื่องเป็นกลุ่มกลางๆ  แต่กว่าจะลงไปได้ก็กลายเป็นคนสุดท้ายที่รถต้องรอเรา ก็ไม่รู้เพราะหน้าตามันเหมือนคนหนีเข้าเมืองหรือไง เลยโดนสุ่มตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขึ้นบันไดมายืนรอตรงประตูเครื่องบินเลย  ถามโน้น ถามนี้   มาเยอรมันทำไม ?   จะไปไหนบ้าง ?  แล้วแวะ Istanbul ทำไม ? (ตรูก็ไม่ได้อยากแวะหรอกฟ่ะ ก็เครื่องมันไม่ได้บินตรงจากกรุงเทพนี่หว่า)  มีเงินมาเท่าไหร่ ?  มีบัตรเครดิตมั้ย ?   

ในที่สุด ก็ได้ลงจากเครื่องเป็นคนสุดท้ายเพราะการตอบคำถาม รถบัสเลยต้องรอเราอยู่คนเดียว อิอิ …นึกว่าจะถูกส่งกลับเมืองไทยสะแล่วววว..

รถวิ่งประเดี๋ยวเดียวเดียว ก็มาถึงตัวอาคารผู้โดยสารขาเข้า เดินไปอีกเล็กน้อยก็เข้าบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง  มีไม่กี่เคาน์เตอร์เองครับ  แต่ก็ไม่มีแถวยาวยาวให้เห็น   มีการแบ่งเป็น ผู้ถือ Passport ของ Euro และ ชาติอื่นๆ     ที่นี่สะดวกดีนะครับ   ไม่ต้องมีการกรอกบัตรขาเข้า (Arrival card) แค่โชว์พาสปอร์ตที่มี “เชงเก้นวีซ่า” ก็พอแล้ว    การผ่านก็ใช้เวลาไม่นาน แค่รอ แถว สามสี่คนก็ถึงคิวเราแล้ว  และโดนถามอีกนิดหน่อย แต่จะว่าไปก็เหมือนตำรวจคนเมื่อกี้เลย เพียงแต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงดูจะยิ้มแย้มมากกว่า  คำถามประมาณว่า มาทำอะไร  มีเงินพอใช้หรือปล่าว  เอาเงินมาเท่าไหร่   มีบัตรเครดิตมาไหม   อะไรประมาณนี้แหล่ะ เจ้าหน้าที่ก็ท่าทางใจดี บวกกับท่าทางโอเวอร์เล็กน้อย  เพราะหลังจากผมบอกไปว่า มีบัตรเครดิตมา 4 ใบ วงเงินใบละประมาณ 2000 euro เธอก็ทำหน้าโอเวอร์ซะ  ประมาณว่ามีทำไมเยอะขนาดนั้น   

 

อ้อ… ระว่างที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อนอีกสามคนที่มาถึงก่อนด้วยสายการบินไทย (ถึง 05.30) ก็ SMS ตอบกลับมาว่า อีกประมาณ 30 นาทีเจอกันที่นัดหมาย..คือที่ ร้านแมคโดนัลด์ที่ Frankfurt main station   เดินออกมารอกระเป๋าก็อีกแป๊ปเดียว ก็ได้กระเป๋าแล้ว คราวนี้ก็เดินออกมามองหาป้ายทางไปขึ้นรถไฟ ซึ่งก็อยู่ชั้นล่างของสนามบินนั่นเอง   เริ่มมีปัญหาแล้วครับ เพราะซื้อตั๋วยากจัง   ต้องซื้อจากเครื่องอัตโนมัติภาษาอังกฤษก็มีที่จอให้เลือกได้อะนะ แต่ที่ปุ่มกดนะสิ เป็นภาษาเยอรมันล้วนๆเลย ทำไงดีละตรู    เอาว่ะปากมีนี่หว่า  ถามครับ ถามคนที่มายืนกดซื้อตั๋ว    คนแรก แป๋ววววว  เขาบอกก็ไม่รู้เหมือนเราเลย  กำลังเก้ๆ กังๆ หาวิธีซื้ออยู่เหมือนกัน   คนที่สองเป็นผู้หญิงครับ ช่วยกดให้เราด้วย  ดูเธอซื้อให้เสร็จก็ไม่รู้เหมือนเดิมว่ากดยังไง  เอาว่ะได้ตั๋วมาแล้ว (ราคา 3.55 euro)  เข้าเมืองก่อนแล้วกัน  แล้วจะไปทางไหนว่ะ มันชี้ไปตั้งหลายทาง อ้อมีจอบอกว่าเข้า Frankfurt Hauptbahnhof  (หมายถึง Main Train station หรือชุมทางที่ใหญ่สุดในเมืองนั่นแหล่ะ) ให้ไปชานชาลาที่ 1 … ก็เดินไปทางที่เขียน อ้อ ผู้หญิงคนที่ซื้อให้เราก็มาทางนี้แฮะ สงสัยไปที่เดียวกัน..  ลงใต้ดินไปอีกชั้น ไม่เห็นมีเขียนชานชาลาที่หนึ่งเลย แถมมีตั้ง สองสาม ราง แต่ด้านที่ลงมาถึง มีจอขึ้นว่ากำลังจะมีรถเข้ามาเพื่อไป Frankfurt Hauptbahnhof  (Frankfurt Main Train Station)  คงไม่ผิดแน่ๆ    แต่ที่สำคัญคือ ที่นี้เขาใช้ระบบรางร่วม นั้นหมายความว่า ชานชาลาเดียวกัน อาจจะมีรถเข้ามาหลายสายเพื่อไปที่ต่างๆ กัน  วิธีดูก็คือให้ดูที่จอมอนิเตอร์ที่รางนั้น  จะมีเลขของขบวนรถ และบอกปลายทางของขบวนนั้น และเวลาที่รถกำลังจะเข้ามา (เช่น อีก 2 นาที )     ก็แสดงว่ารถที่อยู่แถวบนสุดจะเข้ามาก่อน แล้วพอรถผ่านไป ก็จะหายไปจากจอ ลำดับถัดมาก็จะเลื่อนขึ้นมาแทน ไม่ยากครับ ไม่ยาก แต่ที่ยากคือตอนลง ถ้าไม่ใช่สุดสายรถไฟละก้อ ต้องอ่านชื่อสถานีดีๆ ก่อนลง 

 

 

 

 

*** การใช้รถไฟในเมืองใหญ่ของเยอรมันมีอีกเรื่องที่ต้องรู้คือ จะมีรถ S-Bahn และ U-Bahn

S-bahn หมายถึงรถไฟปกติ ที่วิ่งทั่วไป ทั้งในเมือง ออกนอกเมือง และระหว่างเมือง โดยเฉพาะเมืองที่มีความหนาแน่นการจราจรมากๆ   เป็นรถที่วิ่งบนดิน (แม้เวลาอยู่ในเมืองมันจะวิ่งใต้ดิน แต่ก็จะอยู่ชั้นบนกว่า U-Bahn)  ไม่เร็วมากนัก โดยเฉพาะเวลาวิ่งในเมือง 

U-Bahn เป็นรถไฟใต้ดินที่อยู่ใต้ดินลึกลงไปกว่า S-Bahn 

*** ทั้ง S-Bahn และ U-Bahn เป็นระบบขนส่งของเมืองใหญ่ และยังมี รถรางหรือ Tram อีกด้วย และทั้งหมดสามารถใช้ตั๋วร่วมกันได้  และมีตั๋วหลายประเภทให้เลือก เช่น 

- Single Ticket ความหมายก็ตรงตัว

- Strip ticket ประมาณว่า เป็นจำนวนเที่ยว และสามารถซื้อได้ทั้ง เดินทางคนเดียว หรือแบบเป็นกลุ่มได้ เช่น 10 เที่ยว สำหรับ 3 คนเป็นต้น ซึ่งก็แน่นอนว่าถูกว่า Single Ticket

- Day ticket ก็ประมาณ One-day pass ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว แต่กำหนดเวลา คือภายใน 24 ชั่วโมงหลังออกตั๋ว และซื้อได้ทั้ง คนเดียว และ แบบกลุ่มเช่นกัน

*** ระบบขนส่งที่นี้ไม่มีการตรวจตั๋ว ใช้ระบบ Trust  คือเชื่อใจว่าทุกคนต้องซื้อตั๋วก่อนขึ้น (และ ไป stamp เองที่ทางเข้า ไม่มีประตูกั้น มีเครื่องให้เสียบตั๋วลงเวลาเฉย หากเป็นตั๋วที่เป็นแบบเดินทางหลายครั้ง ก็เสียบแค่การเดินทางครั้งแรก ครั้งเดียวพอ)  ดังนั้นอาจจะมีการสุ่มตรวจ ซึ่งถ้าโดนจับก็จะปรับแพง ขอแนะนำว่าอย่าไปทำเลย ควรซื้อตั๋วก่อนทุกครั้ง และใช้ตามข้อกำหนด จะดีกว่า 

*** โครงข่ายรถไฟที่วิ่งเชื่อมระหว่างเมืองของเยอรมันจะมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น IC ICE เป็นรถที่วิ่งความเร็วสูงเพื่อเชื่อมเมืองต่างๆ  โดยสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่  www.bahn.de   บางพื้นที่สามารถใช้ตั่วร่วมได้ ลองเช็คข้อมูลดูนะครับ ***